Showing posts with label Our Thoughts. Show all posts
Showing posts with label Our Thoughts. Show all posts

Connection

อินเตอร์เน็ตกลับมาแล้ว

หลังจากเป็นบ้าอะไรไม่รู้ ทำเอาทั้งผมเจ้าของเน็ตปวดกบาลอยู่หลายวัน
เอาหละ เมื่อมันกลับมาแล้วก็ช่างสาเหตุมันเถอะ

ผมมักจะพูดเรื่อง relatively slow เวลาต้องต่อเน็ต 56k ในสมัยนี้ที่ ADSL เกือบจะเป็นของทั่วไปของคนใช้เน็ต
จริงๆแล้วมัน relative กันหลายชั้นอยู่
ในขณะที่ผมบอกว่า เฮ้ย เน็ตช้า ยังมีอีกหลายบ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ นั่นก็ relative อีกเนอะ
โลกแบ่งเป็น set เ็ต็มไปหมด intersect/union กันวุ่นวาย พอเราสนใจอะไร เราก็ตัด set ที่เหลือทิ้งไป เพื่อให้มองง่ายเข้า

เมื่อก่อนพอเริ่มมี TV สี ก็จะรู้สึกว่าเออ เมื่อก่อนกูดูขาวดำแฮะ แต่ในขณะนั้น ก็มีอีกหลายๆๆๆบ้านไม่มี TV เราก็แค่ไม่สนใจเขาเท่านั้นแหละ

พอตอนนี้เปรียบเทียบความเร็วเน็ต เราก็ตัดคนไม่มีเน็ตทิ้งไป

หลายคนบอก เฮ้ยไม่ได้ คุณต้องมององค์รวม โลกมีอีกมาก ผมบอก what the hell ช่างแม่งปะไร คุณมีปัญญามองผมก็สาธุ แต่ผมไม่มีปัญญาคร้าบ

โตมาแบบนี้นี่หว่า เรียนมาแบบนี้ devide and conquer จนชินชาแล้ว จนถ้าวันไหนไม่ได้ตัดแบ่ง แยกกลุ่มนู่นนี่แล้วรู้สึกชีวิตไม่เป็นสุข

ไม่รู้ว่าคนโดดเดี่ยวขึ้นเพราะอะไรแบบนี้หรือปล่าว แต่ก็ขี้เกียจจะหาคำตอบแล้วแหละ ขอเลี้ยงปากท้องก่อน

เป็นแค่คนที่ยอมรับความจริง และพร้อมจะก้าวต่อไปครับ

Ecological Debt

What is that?

If you take more than your fair share of a finite natural resource, you run up an ecological debt. If you have a lifestyle that pushes an ecosystem beyond its ability to renew itself, you run up an ecological debt.

People in power in rich countries have taken their eyes off the ball. Instead of causing misery in poor countries by forcing them to pay illegitimate financial debts, they should have been worrying about their own ecological debts.

--Ecological Debt:The Health of the Planet and the Wealth of Nations



ข้อความข้างบน ลอกมาจากหนังสือเล่มนึง ที่ว่าจะหาเวลาอ่านแล้วเอามาแชร์สู่กันฟัง (แต่อย่าหวังอะไรมากนะ มีหนังสือรอจ่อคิวเป็น 10 เล่ม) หนังสือนี่เกี่ยวกับประเ็ด็นทางสิ่งแวดล้อมต่างๆของประเทศพัฒนาแล้ว vs ประเทศอื่นๆ

แต่จริงๆเรามองให้ใกล้ตัวกว่านั้นก็ได้ สังคมเมืองกับสังคมไม่เมืองของเราก็เป็นตัวอย่างชัดเจน เราอยู่เมืองมีความสุขสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เผาผลาญทรัพยากรเกินกว่าคนอื่นๆเขา โดยอ้างความชอบธรรมทางการเงินว่าเรามีปัญญาซื้อและจับจองเป็นเจ้าของมัน และโดยไม่รู้ตัว เรากำลังผลักดันสังคมทั้งมวลให้มาทางเรา เพื่อยิ่งให้เรามีสิทธิอันชอบธรรมทางการเงินนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

เดี๋ยวมาเขียนต่อ รู้สึกมันปาก(มันคีย์บอร์ด) ขึ้นมาแล้ว

...

The Pursuit of HappYness

What are we looking for?

What are you looking for?

Happiness? Nothingness? Emptiness?

We never know.

เมื่อความศิวิไลซ์โจมตีข้าพเจ้า ตอน 2

When someone is not there, he's just not there.

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไรก็ตาม คนที่ไม่อยู่ก็คือคนที่ไม่อยู่
น้องชายผมโตขึ้นมา โดยพ่อไม่อยู่ สิ่งที่อยู่แทนตอนนั้นก็มีไฟฟ้า มีทีวี มีเครื่องเล่นวีดีโอ มีตู้เย็น
เรียกได้ว่าล้ำหน้าบ้านแถวนั้นไปมาก

ผมยังจำได้ว่าในหน้าหนาวผมจะเขินมากเวลาที่ใส่เสื้อกันหนาวขนสัตว์ไปโรงเรียน มันเด่นเกินไป ...

โรงเรียนที่ผมอยู่ตอนเด็กๆชื่อโรงเรียนวัดหนองมะกอก อัตราส่วนครูต่อนักเรียนสูงมากถึง 1:10 ทั้งที่มีครูแค่ 10 คน
ครับ ... โรงเรียนวัดหนองมะกอกตอนนั้นมีนักเรียนตั้งแต่อนุบาลยันประถม 6 เพียง 100 คน เท่านั้น
ลองนึกภาพ เด็กๆเข้าแถวตอนเช้า หลายคนไม่ใส่รองเท้า เสื้อผ้าเก่าๆกัน มีไอ้บ้าคนนึงใส่เสื้อกันหนาวขนสัตว์ (โอเคมารู้ทีหลังว่าเป็นเสื้อขนเทียมๆ ราคาถูกๆอะนะ)
แถมใส่รองเท้าผ้าใบ ถุงน่องตึงเปรี๊ยะ ... มันไม่เจ๋งนะ มันอายๆ ... หะๆๆ แต่ผมก็ภูมิใจที่ได้ใส่เสื้อผ้าที่พ่อแม่หามาให้

เรื่องตอนเรียน เอาไว้เล่าวันหลัง มันยาว

จริงๆบ้านปู่ตอนไม่มีไฟฟ้า ก็มีทีวีดูนะ เป็นยี่ห้อธานินทร์มั้ง ขาวดำ เวลาดูต้องใช้เครื่องรถไถเดินตามเพื่อปั่นไฟ หรือไม่ก็ใช้แบตเตอรี่รถยนต์ เสียบแทนปลั๊กไฟ

ถ้าใครเคยดูเรื่อง Always: Sunset on Third Street จะมีบรรยากาศตอนนึงที่ผมดูแล้วน้ำตาไหล (จริงๆไหลทั้งเรื่อง) คือฉากที่คนทั้งหมู่บ้านมารุมดูทีวีขาวดำเครื่องเล็กๆ แล้วให้ความรู้สึกว่าดูจอใหญ่ๆ (ใครไม่เคยดูไปหามาดูซะ ดูแล้วจะอยากมีครอบครัว)
ทีวีสีเครื่องใหม่ที่บ้านใหม่ ผมนั่งดู นั่งเล่น กับมัน กับเครื่องเล่นวีดีโอด้วย ตอนนั้นดูได้แค่ช่อง 5 กับ ช่อง 7 ในใจผมนั้น โลกใบเล็กๆตอนนั้นมีแค่ทีวี 2 ช่องนี่แหละ จนมาวันหนึ่งมีเรื่องประหลาดมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับชีวิตผม ผมค้นพบช่อง 3 ....
มันเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลกในตอนนั้น ผมไม่รู้ว่ามีลงหนังสือพิมพ์หรือปล่าว เหมือนการการค้นยิ่งใหญ่อื่นๆ ผมพบมันโดยบังเอิญขณะกำลังปรับทีวีที่ ไม่แจ่ม (ภาษาอุทัยวันละคำ 2 คำ ไม่แจ่ม = ไม่ชัด) อยู่ๆก็มีรายการทีวีที่ผมไม่รู้จักโผล่มาให้ดู ผมดีใจสุดแสน แต่ไม่รู้จะไปบอกใคร ในใจก็คิดว่าผมต้องทำได้อีก แล้วผมก็เริ่มปรับทีวีอีก ในที่สุด ผมก็ค้นพบช่อง 9!!!! ช่อง 3 ว่าสุดยอดแล้ว แต่ช่อง 9 นี่มัน โห มีการ์ตูนดูเพียบเลย ผมรู้สึกเหมือนผมสร้างทีวี 2 ช่องนั้นขึ้นมาเอง ส่วนช่อง 5 กับ 7นี่ ปู่คงทำขึ้นมา (ฮา)

มารู้ตอนหลังว่าจริงๆก็แค่ทีวีมาเปิดสถานีใหม่ใกล้ๆบ้าน ทำให้รับได้หลายช่องขึ้น ผมก็เซ็งไปเลย พอเจอช่อง 11 ก็เลยเฉยๆ

.... to be continued ...

เมื่อความศิวิไลซ์โจมตีข้าพเจ้า ตอน 1

ตอนแรกกะจะเขียนภาษาอังกฤษ แต่ช่างมันละกัน เขียนไทยมันกว่า เราคนไทย ใช้ภาษาไทยเด้อ

ตอนนี้ผมอายุ ... (เติมเอาเอง) ปีแล้ว เข้ามาอยู่กรุงเทพนานมากแล้ว จนชาชินกับชีวิตในเมือง
ชีวิตตลกๆ ที่ผมก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

คนเมืองจะลำบากถ้า



  • ไม่มีตัง

  • ไม่มีรถ

  • ไม่มีมือถือ

  • ไม่มีไฟฟ้า

  • ไม่มีร้านขายข้าว

  • etc.



ที่น่าขำคือผมเคยอยู่มาโดยไม่มีสิ่งเหล่านั้น และชีวิตผมโคตรจะมีความสุขกว่านี้
อ๊ํะ - ตอนนี้ตังกะรถผมยังบ่มีแฮะ
แต่ตอนนี้ผมก็เหมือนคนเมืองทั่วไป กระเสือกกระสนมีชีวิตอยู่ ตามหาสิ่งต่างๆเหล่านั้นไป

ตั้งแต่เล็กผมอยู่กับแม่ที่บ้านปู่ เพราะพ่อผมต้องไปทำงานเมืองนอก เพื่อหาตังส่งเสียผมให้เข้ามาเรียนเพื่อโตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคนแบบคนเมือง
ด้วยความรับผิดชอบต่อครอบครัวของพ่อ ที่เคยสัญญากับแม่ไว้ก่อนจะตัดสินใจมาเป็นสามีภรรยากันว่าจะไม่ให้แม่ต้องลำบาก ไม่ให้แม่ต้องทำงาน ทำให้พ่อต้องไปอยู่ห่างแม่ไกลแสนไกลถึงซาอุ ไปทำงานเป็นช่างอลูมิเนียม ส่งเงินมาให้ที่บ้านปีละ 2-3 แสน (สมัยนั้นก็มากอยู่ สำหรับคนจบป.4อย่างพ่อ) พ่อคิดถึงแม่ คิดถึงผม ก็ส่งจดหมาย พร้อมอัดเสียงส่งมาให้ผมกับแม่ ของแม่พ่อก็จะร้องเพลงลูกทุ่งหวานๆส่งมาให้ ส่วนของผมพ่อจะส่งนิทานก่อนนอนมาให้ ผมไม่รู้ว่าพ่อทำได้อย่างไร แต่พ่อมีนิทานเล่าให้ผมฟังไม่รู้จบ ... พ่อครับ ผมรักพ่อ ...

ผมอยู่กับแม่จนจำหน้าพ่อแทบไม่ได้ พ่อกลับมาปีละครั้ง ผมเฝ้ารอ ของเล่นจากพ่อ เฝ้ารอนิทานก่อนนอนจากพ่อทุกปี
แม่ผมเป็นผู้หญิงบ้านนอก(คำนี้เป็นคำที่มีเกียรติสำหรับผมนะ) เป็นคนอดทน ไม่มีปากเสียง ไม่ดุ เป็นคนเงียบๆ บางทีก็ดูเศร้าๆ แม่ดูแลผมขณะพ่อไม่อยู่อย่างเข้มแข็ง แม่ไม่ร้องไห้บ่อยนัก แต่ผมก็เห็นบ้างบางครั้ง ผมในตอนนั้นก็มีความรู้สึกแบบเด็กๆว่าจะต้องดูแลแม่ไม่ให้ใครมาทำอะไร มีอยู่ปีนึงหมูบ้านจัดงานอะไรซักอย่าง แม่ออกไปรำวง มีผู้ชาย (ญาติๆกันแหละ) มารำคู่ การรำวงคู่กันก็คล้ายๆเต้นรำแหละ ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องชู้สาวมาเกี่ยว แต่จำได้ว่าตอนนั้นผมโกรธๆในใจแบบแปลกๆ เหมือนจะหึงแม่ไว้ให้พ่อมั้ง หะๆๆ ตลกดี ... แม่ครับ ผมรักแม่ ...

ที่ต้องอยู่บ้านปู่เพราะตอนนั้นผมยังไม่มีบ้าน ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่พ่อต้องไปหาตัง แล้วปีหนึ่ง พ่อก็กลับมาปลูกบ้าน จำได้ว่าใช้เงินไป 2 แสน (ตอนนี้พ่อยังคุยอยู่เลยว่า ไม้ที่ทำบ้านผม แยกออกมาทำบ้านได้อีกหลัง) แล้วพ่อก็กลับมาอยู่กับเราแม่ลูก กลายเป็นครอบครัวขึ้นมา

ตอนสร้างบ้านนั้น ขณะยังไม่เสร็จ ผม พ่อ แม่ นอนกันในเล้าไก่ แยกโซน ไก่ด้าน คนด้าน ไฟฟ้าตอนนั้นไม่มี ตกกลางคืนเราจะจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด ซึ่งเด็กๆจะชอบเล่นมาก มันดูสวย และที่สำคัญ มันมีไฟ ตะเกียงน้าัมันก๊าดนั้นทำได้จากหลายอย่าง เช่นกระป๋องแป้งใช้แล้ว ทำฝาปิดที่มีรูตรงกลางเอาไว้ใส่ไส้ ไส้ตะเกียงทำจากผ้าอะไรก็ได้ แต่ที่นิยมกันก็คือผ้าห่มเก่าๆ (เรียกกันว่าผ้าผวย) สมัยนั้นผมก็อ่านหนังสือจากตะเกียงนี่แหละ (ไม่สว่างขนาดไฟสมัยนี้ แต่สายตาผมก็ยังปกติจนถึงวันนี้) พูดถึงตะเกียง คงนึกถึงอะไรเท่ๆแบบนี้

แต่จริงๆ เป็นแบบนี้ตะหาก


บนหลังคาเล้าไก่มีตำลึงขึ้นอยู่ ผมชอบกินผัดตำลึงที่แม่ทำมากๆ พอๆกับผัดแตงกวา และกากหมู (ที่บ้านเรียกก่างหมู) ซึ่งทำให้ผมต้องใช้วิทยายุทธปีนขึ้นหลังคามุงแฝกขึ้นไปเด็ดตำลึงอยู่เป็นประจำ กับข้าวที่แม่ทำใช้เตาถ่าน หอมอร่อย (ถ่านก็เผากันเอง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังวันหลัง) น้ำแช่ตู้เย็นผมไม่เคยรู้จัก จำได้ว่ามีญาติรุ่นเดียวกันซึ่งเป็นคนเมือง เคยมาในหมู่บ้านแล้วต้องอ้อนพ่อแม่กลับบ้าน เพราะไม่มีน้ำเย็นกิน ตอนนั้นผมรู้สึกประหลาดใจมากๆ

ความเจริญเริ่มเข้ามา พร้อมกับน้องชายคนกลาง ซึ่งเกิดมาพร้อมบ้านเสร็จ และไฟฟ้าเข้า ...

to be continued ...

องค์กรในฝัน

..คัดลอกมาจากบทสัมภาษณ์ผู้บริหารนิตยสารรักลูก...

องค์กรของเรามีจุดยืนที่ชัดเจนว่า
ธุรกิจของเราจะไม่แสวงหากำไรสูงสุด
แต่เราเชื่อว่า เราจะต้องใส่ใจในทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง

นั่นคือ งาน จะต้องเป็นงานที่สร้างประโยชน์ให้สังคม
พนักงานได้รับโอกาสที่เปิดกว้าง ได้ทำงานตรงกับความรักความใฝ่ฝันของตน
ลูกค้าหรือซับพลายเออร์ ก็ต้องได้ประโยชน์ร่วมจากการทำงาน

จะเน้นเรื่องความคิดความสัมพันธ์
เน้นเรื่องทัศนคติ เรื่องใหญ่ที่สุดคือ ทัศนะของการอยู่ร่วมกัน
แลกเปลี่ยน ร่วมงาน
เราร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

หลักในการทำงานคือ คนยิ่งทำต้องยิ่งเก่ง และ
คนยิ่งทำต้องยิ่งดีขึ้น
พนักงานต้องเข้าใจเรื่องชีวิตมากขึ้น

และทุกๆครั้งที่เจอปัญหา เราจะกลับไปตอบคำถามว่า
องค์กรนี้มีไว้เพื่ออะไร
แล้วทุกอย่างจะคลี่คลาย ...

:)

+ + +

ความฝันที่อาจดูไร้สาระสำหรับผู้อื่น
...หากแต่ภาพนั้นมีความหมายที่ชัดแจ้งในใจ
...ก็จงใช้ฝันนี้ประคองตัวและใจจนสุดทาง
...ฝันบางฝันนั้นใช้เวลาและความทุ่มเทที่ยาก ...และยาวนาน
......แต่ผลของมันหวานชื่นเสมอ...

BElieving in YOUrself

Artist: Joey Mcintyre, Stay the same

(some part of the lyric)
I think that you could be whatever you wanted to be
If you could realize, all the dreams you have inside.

Just open up your heart and let it show you the way.

Believe in yourself.
Reach down inside.
The love you find will set you free.
Believe in yourself, you will come alive.
Have faith in what you do.
You'll make it through.


cheerrs uppp!!

love MoRe

Fear less, hope more

Eat less, chew more

Sigh less, breathe more

Hate less, love more...

and smile..

ความงามที่แตกต่าง

“คนเราเมื่อเกิดมา มองจากมุมที่ต่างกัน ก็เลยเห็นความงามที่ต่างไป”

เนอะ...
ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน ความทุกข์ของคนเราก็ไม่เหมือนกัน
แล้วแต่ใครจะมองว่าเป็นแบบไหน



... ....

เพลงความงามที่แตกต่าง... อัสนี วสันต์ โชติกุล

เห็นชายคนหนึ่ง เพิ่งลงจากเขาเขาเดินมือเปล่า เข้ามาที่เมือง
แต่ชายคนหนึ่ง ออกจากเมืองฟ้าเขาเดินเข้าป่า หลบความรุ่งเรือง...

ชีวิตคนสองคน ต่างเดินทางไปค้นหารอยเท้าที่ผ่านมา ก็เลยสวนกัน
คนเราทุกคน ต่างก็มีความนึกฝันต่างมองเห็นคืนวัน ที่ต่างไป
(ต่างก็ไปตามเส้นทางต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมาย ต่างกัน)
เดินสู่ความฝันที่เคย...ตั้งใจ
(ต่างกันเพียงแค่ที่มาต่างกันแค่เพียงที่จุดหมาย เท่านั้น)

เมื่อคนเราเกิดมา มองจากมุมที่ต่างกันก็เลยเห็นความงาม ที่ต่างไป
หลายคน หลายความเข้าใจหลายความ หลายคน...หลายคน หลายความตั้งใจ ไม่เหมือนกัน
เดินสู่ความฝันที่เคย...ตั้งใจ